Topic: เวียดนาม : เวียดนาม ^ สามฤดู ^ by luvpim  (Read 6745 times)

painaima
  • Administrator
  • *****
  • Posts: 697

 
 
ส่วนรูปที่ถ่ายมา หลายคนอาจมีคำถามว่า ทำไม่มันมีแต่รูปเดิม ๆ คล้าย ๆ กัน
ใช่ค่ะ เพราะเราชอบอะไร เราก็มุ่งเน้นถ่ายที่เราชอบ
และสิ่งที่เราชอบถ่ายก็คือ
ตึกเก่า ๆ โดยเฉพาะตึกที่มีหน้าต่างสีเหลือง หรือสีหน้าต่างที่ตัดกัน
รูปคนเวียดนามใส่งอบ เพราะมองว่าเป็นเป็นเอกลักษณ์และแสดงถึงความเป็นเวียดนามอย่างชัดเจน
รูปดอกไม้ และชอบเป็นพิเศษ รูปดอกไม้บนจักรยานที่แม่ค้าเข็นขายในตลาด

อันที่จริงก็เคยไปเวียดนามแล้ว เมื่อสามปีที่แล้ว เส้นทาง ฮานอย ซาปา เว้ และฮอยอัน
ครั้งนั้นบักโกรกกับการโกง และสารพัดเล่ห์เหลี่ยมจนคิดว่าจะไม่กลับมาเหยียบประเทศนี้อีกแล้ว
แต่ในที่สุดเราก็ต้องเยือนประเทศนี้อีกครั้ง เพราะว่าแผนแรกที่จะไปเที่ยวราชสถานเป็นอันล้มเลิกด้วยเหตุผลหลายอย่าง หนึ่งคือไกล้ถึงเวลาแล้วยังไม่ได้ทำการบ้านอะไรเลย เพราะสนามบินเราก็ปิด และยังมีเหตุการณ์ระเบิดที่อินเดียอีก ก็เลยเปลี่ยนแผนกระทันหัน
ครานี้เราเปลี่ยนเส้นทางด้วยการเริ่มจากโอจิมินท์ มุยเน่ ดาลัด ซ่อมฮอยอัน เพราะครั้งที่แล้วได้เที่ยวน้อย ปิดท้ายด้วยฮานอย และบินกลับ
 
วันที่ 21 ธค 2551 Bangkok to HCM
หมูสยามเริ่มมีเขี้ยวแล้วนะ
บินด้วยสายการบินที่เค้าบอกว่าใคร ๆ ก็บินได้ เดี๋ยวนี้มีการ Guarantee on time ด้วย
เครื่องออกตรงเวลาไม่โอ้เอ้ แต่ตกม้าตายตอนที่ถึงโฮจิมินท์ เพราะเครื่องลงแล้วให้นั่งกันหน้าสลอนเป็นนานโดยที่ไม่ได้บอกว่าเกิดอะไรขึ้น จนเมื่อสอบถามถึงได้ความว่า
งวงช้างไม่ว่างครับพี่น้อง ที่เซ็งอีกก็คือใบกรอกคนเข้าเมืองก็หมด ต้องไปขอที่สนามบินและกรอกกันตรงนั้น เสียเวลา เอทำไมเค้าไม่เครียมนะ บินทุกวัน
แลกเงินไว้เป็นค่าแท็กซี่ก่อนแค่ 50 USD
แตร่น แตรน แต๊น และแล้วเราก็ถึงเวียดนามจริง ๆ เพราะแท็กซี่เห็นหน้าเราเป็นหมูมาก เรียกค่าแท็กซี่ตั้ง 500000 vnd เรียกราคาอย่างนี้เมิงปล้นกรูดีกว่า
เหลือบไปเห็นสาวเวียดนามใส่ชุดอ๋าวใหญ่ยืนอยู่ด้านหน้าเลยเข้าไปถาม เธอบอกว่าประมาณ 8 เหรียญ แล้วกวักมือเรียกแท็กซี่ให้ เราบอกจุดหมายที่จะไป แกพยักหน้าหงึก ๆ ว่ารู้จัก
ก่อนรถออกก็มีผู้หวังดี แต่ประสงค์ร้ายมาคุยกับโชเฟอร์เรา ทำพยักเพยิด เราเริ่มสังหรณ์ ขนคอเริ่มตั้งว่าอีตานี่ต้องยุแยงให้เพื่อนเพิ่มราคาแน่
เป็นดังคาด ขับ ๆ ไป แกหันมาบอกว่า 12 เหรียญ เราบอก โน โน ยันกันไปมา จนเราบอกว่างั้นจอดตรูจะลงไปเรียกตำรวจ แกก็เลยไปต่อ แต่ว่าแกไม่รู้จักเกสต์เฮาส์ที่เราจะไปพัก อ้าว แล้วแกก็ไม่มี solution อะไรเล้ย จนกระทั่งเราให้แกจอดถามคนแถวนั้น แต่โรงแรมที่หมายตาไว้จากอาจารย์แม่ (lonely planet) นั้นเต็ม ก็เลยแบกเป้หากันเหนื่อยอ่อน ท้ายสุดเงื่อนไขก็ลดลงเพราะเหนื่อย
พักที่ Hoang Minh สะอาดดี อยู่ชั้นสาม แต่ต้องนับเป็นชั้นที่ห้า เพราะมีชั้นลอยสองชั้น เล่นเอาหอบเลย
ออกมาเดินหาอะไรกินกัน แต่ไม่ลืมเช็ครถที่จะไปมุยเน่พรุ่งนี้ก่อน เพื่อความสบายใจ เรามีข้อมูลว่าบริษัท ที่น่าเชื่อถือก็คือ Hanh Cafe , Sinh Café and Kim Travel แต่เราเลือก Hanh ในราคา ห้าเหรียญ
เจอร้านน่านั่ง เราสั่งอาหารมาแค่อย่างเดียว เพราะราคาไม่ค่อยเป็นมิตรกับกระเป๋าตังค์เท่าไหร่ เบียร์สองขวด ระหว่างนั้นก็เห็นการสงครามย่อยระหว่างแก๊งหนุ่มผมทอง กับเด็กหนุ่มขัดรองเท้าชาวเวียดนาม วุ่นวายวึดวือกันนาน เพราะเรื่องเงินนี่แหละ เรื่องนี้สอนให้รู้ว่ารองเท้านะ ไม่ต้องขัดก็ได้ ถ้ามันยุ่งยากมาก
หลังจากนั้นก็เดินเล่นต่อ เห็นร้าน Bia Hoi ข้างถนนที่ราคาถูกดี แกลลอนเล็ก แค่ สามสิบบาท นั่งดื่มไปก็ดูวิถีของชาวเวียดนาม สาว ๆ ที่นี่เค้ากล้าแต่งตัวกัน แต่งตัวเปรี้ยว ใส่ส้นสูง ขี่มอไซค์กันไปมา คนอื่นเค้าก็ดื่มเบียร์กันเฉย ๆ นะ แต่เราต้องมีอะไรแนม ก็เลยอุดหนุนแม่ค้าขายถั่ว อยากกินปลาหมึก แต่เราคามันแพงกว่าบ้านเรา ก็เลยไม่กิน
เหนื่อยแล้ว กลับโรงแรมไปนอนเอาแรงดีกว่า เพราะพรุ่งนี้เช้ารถไปมุยเน่ออกเก้าโมงเช้า
 
22 ธค 2551 HCM – MuiNe

โฮจิมินท์ มุยเน่ ไม่ไกลแต่รถวิ่งตั้ง 5 ชั่วโมง เพราะเค้าจำกัดความเร็วแต่ ห้าสิบกิโลต่อชั่วโมง
วันนี้อาการไม่ค่อยดี เหมือนจะเป็นลม สันนิษฐานว่าแพ้กาแฟตอนไปกินอาหารเช้าเพราะกลิ่นมันแปลก ๆ
คนเวียดนามนับถือศาสนาคริสต์กันเยอะ จึงเห็นการตกแต่งบ้านเรือนเพื่อต้อนรับเทศกาลคริสต์มาสกันอื้ออึง ระหว่างเส้นทาง เห็นเป็นเพิงร้านอาหารอยู่เยอะแยะ แต่ที่แปลกก็คือ แทนที่จะเป็นโต๊ะ เก้าอี้นั่ง กลับเป็นแปลแขวนกันเป็นแนว คงเป็นคาเฟ่เปลน่ะ เดาเอา
รถแวะให้เข้าห้องน้ำ ซื้อของกิน ที่นี่ห้องน้ำสะอาด เพราะให้เปลี่ยนรองเท้าก่อนเข้าห้องน้ำด้วย โดยภาพรวม เวียดนามห้องน้ำสะอาดกว่าเมืองจีนเยอะเรยย
เริ่มเข้าสู่เมือง Phan tiet จะเริ่มเห็นทะเลและที่พักมากมาย ที่นี่มีสปาสวย ๆ เยอะเหมือนกัน เราชวดที่พักที่ตั้งใจไว้เหมือนเดิม ต้องฝากกระเป๋าแล้วเดินหา แต่ละที่ก็แพง ที่ไม่ค่อยแพงก็เต็ม จนกระทั่งเหนื่อยและร้อนก็เลยยอมเผยความรวยออกมา ด้วยการพักที่ Sunshine Beach Resort ในราคา 37 เหรียญ (1295) จริง ๆ ราคานี้อาจจะไม่แพงสำหรับหลายคน แต่สำหรับพวกเรามันเกินงบอ่ะ แต่ของเค้าก็ดีคุ้มราคานะ เพราะห้องสะอาด สวย และรวมอาหารเช้า
 
หมู่มวลเรือระหว่างทางที่จะไปชม sand dunn ที่ มุยเน่
 
นี่ก็หมู่เรือที่หมู่บ้านประมง
 
ถึงแล้ว Sand Dune
 
เช็คอิน ล้างหน้า ล้างตา แล้วเดินหาข้อมูลเพื่อไปเที่ยว sand dune แต่ก็ต้องหาข้อมูลรถเตรียมไปดาลัดก่อนเพื่อความชัวร์ รถออก บ่ายโมง ใช้เวลาเดินทางประมาณ สี่ชั่วโมง เราก็จองตั๋วไว้ก่อน ตั๋วราคา 6 เหรียญ ระยะทางพอ ๆ กับโฮจิมินท์มามุยเน่ แต่ต้องขึ้นเขา ราคาเลยแพงกว่านิดหน่อย

ถามข้อมูลเค้าบอกว่าถ้าจะไปเที่ยว white sand dune มันไกล ต้องไปรถจีฟหรือแท็กซี่ มอไซค์ไปไม่ได้ เราจึงเที่ยวกันที่ yellow sand dune ก่อน ประมาณ 15 กิโลจากมุยเน่   เราก็เลยจ้างมอตะไซค์ไป คันละ 50000vnd มีเด็ก ๆ มาเสนอสไลเดอร์ แต่เราส่ายหน้าเพราะตอนลงคงสนุก แต่ตอนขึ้นนี่ดิ คงขาขวิดแน่ เราก็เลยใช้เวลาที่นั่นด้วยการถ่ายรูป และถ่ายรูป
 
ถ่ายกันอยู่สองคน เพราะตอนนี้นักท่องเที่ยวยังไม่มา เค้ารอมาดูพระอาทิตย์ เด็ก ๆ ก็เชิญชวนให้ใช้บริการ สไลด์บอร์ด น่าเสียดายที่ไม่ได้เล่น เห็นเค้าลือกันว่าสนุกมาก
 
ก็นะ ไปถึงแล้วก็ต้องถ่าย ถ่าย และถ่ายรูป
 
หนำใจกับทรายแล้วก็กลับมาชิล ชิล ดูพระอาทิตย์ตกที่ชายหาด
 
ชายหาดที่นี่ ไม่สวยเหมือนบ้านเรา แต่คลื่นแรง ผรั่งชอบมาเล่น kite surf กัน
แอบถ่ายหนุ่มหน้าตาดี กำลังเก็บ surf
 
จบรีวิวมุยเน่ ด้วยภาพที่ถ่ายระหว่างทางตอนอยู่บนรถโดยสาร
เมืองต่อไปก็คือ ดาลัด เมืองแห่งดอกไม้และขุนเขานั่นเอง